• www.jurairatacc.com

  • บริษัท จุไรรัตน์การบัญชีและกฎหมาย จำกัด

  • ยินดีให้คำปรึกษาด้านบัญชี

  • และบริการทางด้านกฎหมาย

  • ด้วยทีมงานคุณภาพ

ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ให้นิยามของคาว่า เงินทดแทนหมายถึงเงินที่จ่ายเป็นค่าทดแทนค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทางาน และค่าทาศพ ซึ่งเงินทดแทนทั้ง 4 ประเภทที่จ่ายแก่ลูกจ้างนั้นมาจากกองทุนเงินทดแทนซึ่งจะจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างในกรณี ประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือตายเนื่องจากการทางาน หรือป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือเจ็บป่วยเป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการทางานให้แก่นายจ้าง โดยนายจ้างซึ่งมีลูกจ้างทางานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนเป็นรายปีตามความเสี่ยงของกิจการเพื่อเป็นกองทุนในการจ่ายเงินแก่ลูกจ้างหากประสบอันตรายจาก การทางานขึ้นแต่ถ้าหากนายจ้างไม่จ่ายกองทุนเงินทดแทนเมื่อลูกจ้างเกิดเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายจากการทางานก็จะไม่มีเงินกองทุนมาทดแทนแก่ลูกจ้างทาให้ลูกจ้างต้องฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินทดแทน จากนายจ้างและนายจ้างยังต้องได้รับโทษตามกฎหมาย เมื่อลูกจ้างซึ่งประสบอันตรายจากการทางานได้เรียกร้องหรือได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนแล้วไม่ตัดสิทธิลูกจ้างที่จะเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ตามกฎหมายอื่น เช่น กองทุนผู้ประสบภัยจากรถ อีกทั้งยังให้สิทธิแก่บิดามารดา สามีหรือภรรยา บุตรมีอายุต่ากว่า 18 ปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบ 18 ปีและยังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรีให้ได้รับส่วนแบ่งต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ และบุตรมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีและทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย รวมถึงบุตรของลูกจ้างซึ่งเกิดภายใน 310 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือวันที่เกิดเหตุสูญหายมีสิทธิได้รับเงินทดแทนนับแต่วันคลอดอีกด้วย นอกจากนี้เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ได้มีประกาศกฎกระทรวงกาหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2558 ถือเป็นสิทธิของลูกจ้างที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ดังนั้นลูกจ้างจึงควรทราบถึงสิทธิดังกล่าวเอาไว้ด้วย เพื่อหากลูกจ้างประสบอันตรายจากการทางานจะได้รับความคุ้มครองและเยียวยา อย่างเหมาะสม ตามตารางเปรียบเทียบ แม้การปรับอัตราค่ารักษาพยาบาลจากเดิมอาจก่อให้เกิดภาระแก่นายจ้างเพิ่มขึ้น แต่เพื่อให้ลูกจ้างมีหลักประกันในชีวิตและร่างกายที่ดีขึ้นย่อมส่งผลให้การทางานเป็นไปอย่างที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะอุบัติเหตุหรืออันตรายทั้งหลายย่อมไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตนเองและคนรอบข้าง แต่หากเกิดขึ้นแล้วลูกจ้างควรจะได้รับการคุ้มครองและเยียวยาอย่างเหมาะสม แต่ทางที่ดีที่สุดทุกคนควรมีสติในการทางานนะคะ

 

ติดตามเราที่ Facebook